ฮัมมาม โรงอาบน้ำในดินแดนมุสลิม

เมื่อ : 14 ม.ค. 2569  ,  30 Views
“ฮัมมาม” (ภาษาอาหรับ: حمّام) หรือที่ชาวตะวันตกมักขนานนามกันว่า “โรงอาบน้ำแบบตุรกี” เป็นรูปแบบหนึ่งของการอาบน้ำด้วยไอน้ำ หรือสถานอาบน้ำสาธารณะที่มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโลกอิสลาม ถือเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นในวัฒนธรรมของโลกมุสลิม โดยได้รับมรดกตกทอดมาจากแบบจำลอง “โรงอาบน้ำแบบโรมัน” ในทางประวัติศาสตร์ เราสามารถพบเห็นโรงอาบน้ำมุสลิมหรือฮัมมามได้ทั่วทั้งดินแดนตะวันออกกลาง, แอฟริกาเหนือ, อัลอันดาลุส, เอเชียกลาง, อนุทวีปอินเดีย และในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะแถบบอลข่านและฮังการีภายใต้อาณัติของจักรวรรดิออตโตมัน

นานาอารยธรรมโบราณล้วนรู้จักฮัมมามและให้ความสำคัญกับการก่อสร้างและตกแต่งสถานที่แห่งนี้อย่างวิจิตรบรรจง อีกทั้งยังใส่ใจในการวางระบบทางเดินน้ำ การสร้างสระและถังพักน้ำให้ประณีต รวมถึงการประดับประดาห้องโถงสำหรับนั่งพักผ่อน เพราะเหล่าเศรษฐีและผู้มีอันจะกินในยุคนั้นต่างใช้ฮัมมามเป็นสถานที่เพื่อความสะอาดและการชำระกาย และยังเป็นสโมสรสำหรับการรื่นเริงบันเทิงและเสพสุขจากความสำราญหลากรูปแบบ

อารยธรรมเหล่านี้ได้แก่ ชาวบาบิโลเนียน แอสซีเรียน อียิปต์ เอธิโอเปีย และกรีก เป็นต้น พลูตาร์ก (Plutarch) เคยบันทึกไว้ว่า: “เมื่อครั้งที่อเล็กซานเดอร์มหาราช ได้เข้าพิชิตเปอร์เซียและได้ย่างกรายเข้าสู่ฮัมมามของกษัตริย์ดาริอุส พระองค์ถึงกับตื่นตะลึงเป็นที่สุดเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นท่อทางเดินน้ำและภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ล้วนทำขึ้นจากทองคำและเงิน”

ทว่าเมื่อย้อนกลับมาดูในบทกวีของชาวอาหรับยุคญาฮิลียะฮ์ (ยุคก่อนอิสลาม) และกวียุคคาบเกี่ยว (มุค็อฎเราะมีน - ผู้ทันเห็นทั้งสองยุค) เราแทบไม่พบการเอ่ยถึงฮัมมามเลย และเป็นที่แน่ชัดว่าท่านศาสนทูต และเหล่าสาวกส่วนใหญ่ ต่างอาบน้ำชำระกายในบึงน้ำหรือสระน้ำตามธรรมชาติ

จนกระทั่งเมื่อชาวมุสลิมยุคแรกได้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนชาม (ซีเรีย) พวกเขาจึงได้รู้จักกับฮัมมามทั้งแบบสาธารณะและส่วนตัว มีทั้งผู้ที่ชื่นชอบความสบายในการอาบน้ำแบบนี้ และผู้ที่ต่อต้านโดยมองว่ามันทำให้ผู้คนหมกมุ่นจนละเลยผลประโยชน์ของประชาชาติ

ฮัมมามในยุคนั้น ก็เฉกเช่นในยุคของเรา เป็นช่องทางทำมาหากินที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ
ครั้งหนึ่งอะบู บักเราะฮ์ ถามลูกชายของเขา มุสลิม ว่า:

يا بني والله ما تلى عملا قط وما أراك تقصر عن إخوتك في النفق فقال : إن كتمت علي أخبرك ؟ قال : فإني أفعل قال : فإني أغتل من حمامي هذا، في كل يوم ألف درهم وطعاما كثيرا

“ลูกเอ๋ย พ่อไม่เคยเห็นเจ้าทำงานการอะไร แต่ทำไมเจ้าถึงใช้จ่ายเงินทองได้ไม่น้อยหน้าพี่น้องคนอื่นๆ เลย? ลูกชายตอบว่า: หากพ่อจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ข้าจะบอก, พ่อรับคำ ลูกชายจึงเฉลยว่า: ข้าเก็บรายได้จากฮัมมามของข้าได้วันละหนึ่งพันดิรฮัม พร้อมกับอาหารอีกจำนวนมาก”

ต่อมามุสลิมล้มป่วยลง เขาจึงสั่งเสียและเล่าความลับเรื่องรายได้ของฮัมมามให้พี่ชาย อับดุรเราะห์มาน บิน อะบี บักเราะฮ์ฟัง แต่พี่ชายกลับนำเรื่องนี้ไปแพร่งพราย และไปขออนุญาตผู้ปกครองเมืองเพื่อสร้างฮัมมามบ้าง คนอื่นๆ ก็พากันขอสร้างตาม จนฮัมมามผุดขึ้นมากมาย

เมื่อมุสลิมหายป่วย กิจการฮัมมามของเขาก็เจ๊งไม่เป็นท่า เขาได้แต่สาปแช่งอับดุรเราะห์มานว่า มันเป็นบ้าอะไร! ขออัลลอฮ์ทรงตัดญาติขาดมิตรกับมัน

จากเรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตั้งแต่สมัยนั้นการสร้างฮัมมามต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าเมือง (วะลีย์) เสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะจำเป็นต้องเลือกทำเลที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ควันไฟไปรบกวนเพื่อนบ้าน ต้องมีการตรวจสอบโครงสร้างเพื่อไม่ให้พังถล่มลงมาทับผู้ใช้บริการ และเจ้าของกิจการต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต

นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้คนนิยมเข้าฮัมมามกันอย่างเนืองแน่น และค่าเข้าใช้บริการนั้นจ่ายเป็นทั้ง “เงินสดและอาหาร” และยังมีการระบุถึงฮัมมามที่มีผู้หญิงเป็นผู้ดูแลอีกด้วย

ในวัฒนธรรมอิสลาม นัยสำคัญของฮัมมามครอบคลุมทั้งมิติทางศาสนาและทางสังคม กล่าวคือ มันทำหน้าที่รองรับความจำเป็นในการ “ชำระล้างร่างกายตามศาสนบัญญัติ” ในขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่สำหรับรักษาสุขอนามัยทั่วไป ในยุคสมัยที่ระบบประปาส่วนตัวตามบ้านเรือนยังไม่ถือกำเนิดขึ้น อีกทั้งยังทำหน้าที่ทางสังคมด้านอื่นๆ เช่น เป็นสโมสรสำหรับพบปะสังสรรค์ซึ่งมีการแบ่งแยกพื้นที่ระหว่างบุรุษและสตรีอย่างชัดเจน

ซากทางโบราณคดีเป็นประจักษ์พยานยืนยันการมีอยู่ของโรงอาบน้ำในโลกอิสลามมาแต่เนิ่นนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ศตวรรษที่ 7-8 และความสำคัญของมันยังคงสืบเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน สถาปัตยกรรมของฮัมมามมีวิวัฒนาการมาจากผังของโรงอาบน้ำโรมันและกรีก โดยจัดเรียงลำดับห้องไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่ ห้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า, ห้องเย็น, ห้องอุ่น และห้องร้อน ความร้อนภายในถูกสร้างขึ้นจากเตาหลอมที่ทำหน้าที่ต้มน้ำและสร้างไอน้ำ ในขณะที่ควันและอากาศร้อนจะถูกส่งผ่านไปตามท่อลำเลียงใต้พื้นห้อง

สำหรับฮัมมามในยุคใกล้ปัจจุบัน ผู้มาเยือนจะเปลื้องผ้าโดยยังคงสวมผ้าปิดของสงวนหรือผ้าเตี่ยวไว้เพื่อรักษาความอุจาดตา จากนั้นจะก้าวเข้าสู่ห้องที่มีอุณหภูมิร้อนขึ้นตามลำดับเพื่อขับเหงื่อ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการชำระล้างโดยพนักงานชายหรือหญิง (ตามเพศของผู้ใช้บริการ) ซึ่งจะทำการขัดผิวอย่างหนักหน่วงด้วยสบู่ และจบลงด้วยการล้างตัวด้วยน้ำอุ่น

สิ่งที่แตกต่างจากโรงอาบน้ำของโรมันหรือกรีกคือ ผู้ใช้บริการมักชำระร่างกายด้วย “น้ำไหล” แทนที่จะลงไปแช่ตัวในอ่างน้ำขัง ทั้งนี้เป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องความสะอาดของศาสนาอิสลาม แม้ว่าการแช่ตัวในสระน้ำจะเคยเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในฮัมมามบางภูมิภาค เช่น ในอิหร่านก็ตาม และถึงแม้ว่าโดยทั่วไปฮัมมามในทุกพื้นที่จะมีระบบการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังคงปรากฏความแตกต่างในรายละเอียดตามภูมิภาค ทั้งในแง่ของวิธีการใช้งานและรูปแบบสถาปัตยกรรม

[ นิรุกศาสตร์ของฮัมมาม ]

คำว่า “ฮัมมาม” เป็นคำนามที่มีความหมายครอบคลุมตั้งแต่การอาบน้ำ, ห้องน้ำ, โรงอาบน้ำ ไปจนถึงสระว่ายน้ำ ซึ่งคำนี้สืบรากศัพท์มาจากรากศัพท์ภาษาอาหรับในอักษรสามตัว คือ ฮา-มีม-มีม (ح م م) ซึ่งสื่อความหมายอันเกี่ยวเนื่องกับ “ความร้อน” หรือ “การทำให้ร้อน”

ในภาษาอังกฤษ การนำคำว่า “โรงอาบน้ำตุรกี” (Turkish baths) มาใช้เป็นคำไวพจน์เรียกแทนฮัมมามนั้น ถือเป็นการใช้ที่คลาดเคลื่อน ซึ่งต้องยกผลประโยชน์แห่งความเข้าใจผิดนี้ให้แก่บรรดานักเขียนสารคดีท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ผู้เป็นต้นเหตุในการเผยแพร่ฮัมมามให้เป็นที่นิยมในยุโรป โดยวาดภาพให้มันเป็นอัตลักษณ์ของความเป็น “ตุรกี” โดยเนื้อแท้ แต่ทว่าในความเป็นจริง ชาวออตโตมันเองกลับมิได้นิยามฮัมมามด้วยถ้อยคำเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ การใช้คำว่า “โรงอาบน้ำตุรกี” จึงเป็นเรื่องที่มีปัญหาในเชิงนิยามศาสตร์ เพราะหากใช้ในความหมายตามมุมมองของนักเขียนสารคดีท่องเที่ยว มันก็คือแนวคิดแบบ “บูรพคดีนิยม” แต่หากใช้ในเชิงชาติพันธุ์หรือชาตินิยม มันก็คือการฉายภาพมโนทัศน์ของศตวรรษที่ 19 ย้อนกลับไปครอบทับช่วงเวลาในศตวรรษก่อนหน้าอย่างผิดยุคผิดสมัย ทั้งนี้มีการบันทึกการใช้คำว่า “Turkish bath” เป็นครั้งแรกในภาษาอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1644

ในสารานุกรมนิติศาสตร์อิสลามแห่งคูเวตได้ระบุคำนิยามเอาไว้ว่า:

الْحَمَّامُ مُشَدَّدًا وَالْمُسْتَحَمُّ فِي الأَْصْل الْمَوْضِعُ الَّذِي يُغْتَسَل فِيهِ بِالْحَمِيمِ وَهُوَ الْمَاءُ الْحَارُّ، ثُمَّ قِيل لِلاِغْتِسَال بِأَيِّ مَاءٍ كَانَ اسْتِحْمَامٌ . وَالْعَرَبُ تُذَكِّرُ الْحَمَّامَ وَتُؤَنِّثُهُ، وَالْحَمَّامِيُّ صَاحِبُهُ، وَاسْتَحَمَّ فُلاَنٌ: دَخَل الْحَمَّامَ، وَفِي الْحَدِيثِ: لاَ يَبُولَنَّ أَحَدُكُمْ فِي مُسْتَحَمِّهِ، ثُمَّ يَتَوَضَّأُ فِيهِ، وَلاَ يَخْرُجُ اسْتِعْمَال الْفُقَهَاءِ لَهُ عَنِ الْمَعْنَى اللُّغَوِيِّ.

“คำว่า “อัลฮัมมาม” (อ่านออกเสียงโดยเน้นหนักที่อักษรมีม) และคำว่า “อัลมุสตะฮัม” นั้น เดิมทีหมายถึงสถานที่ที่ซึ่งมีการชำระล้างร่างกายด้วย “ฮะมีม” (น้ำร้อนเดือด) ต่อมา นัยของคำได้ขยายออกไป โดยคำว่า “อิสติฮ์มาม” ถูกนำมาใช้เรียกการชำระล้างร่างกายไม่ว่าจะด้วยน้ำชนิดใดก็ตาม (ไม่จำกัดเฉพาะน้ำร้อน) และชาวอาหรับใช้คำว่า “ฮัมมาม” ในฐานะคำที่ระบุได้ทั้งเพศชาย (มุซักกัร) และเพศหญิง (มุอันนัษ)

ส่วนคำว่า “อัลฮัมมามีย์” หมายถึง เจ้าของโรงอาบน้ำ และสำนวน “อิสตะฮัมมะ ฟุลาน” หมายถึง ชายผู้นั้นได้เข้าไปในโรงอาบน้ำ ดังปรากฏในวจนะ (หะดีษ) ที่ว่า: “พวกท่านคนใดจงอย่าได้ปัสสาวะลงในที่อาบน้ำ (มุสตะฮัม) ของเขา แล้วจากนั้นก็ทำการอาบน้ำละหมาดในที่แห่งนั้น”

ซึ่งการนิยามศัพท์คำนี้ของบรรดานักนิติศาสตร์ ก็มิได้แตกต่างไปจากความหมายทางภาษาศาสตร์แต่อย่างใดเลย

[ จุดกำเนิดและพัฒนาการในยุคเริ่มแรก ]

โรงอาบน้ำสาธารณะถือเป็นสถาบันทางสังคมและผังเมืองที่โดดเด่นมากๆในวัฒนธรรมโรมันและยุคสมัยของเฮลเลนิสติก ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โรงอาบน้ำเหล่านี้ยังคงบทบาทสำคัญในหัวเมืองต่างๆ ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ยุคต้นตราบจนกระทั่งราวกลางศตวรรษที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงที่การก่อสร้างโรงอาบน้ำแห่งใหม่เริ่มลดน้อยถอยลง และแห่งที่มีอยู่เดิมก็ค่อยๆถูกทิ้งร้างไป

ภายหลังการขยายอำนาจของชาวอาหรับ-มุสลิมเข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือในช่วงศตวรรษที่ 7 และ 8 สังคมอิสลามที่กำลังก่อร่างสร้างตัวได้ปรับเปลี่ยนโรงอาบน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของตนอย่างรวดเร็ว ความสำคัญของโรงอาบน้ำที่มีต่อสังคมมุสลิมนั้น ผูกโยงอยู่กับข้อกำหนดทางศาสนาที่ต้องมีการชำระล้างร่างกายก่อนการปฏิบัติศาสนกิจ รวมถึงการที่อิสลามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความบริสุทธิ์ทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ

แต่ก็มีนักวิชาการบางท่านได้โต้แย้งประเด็นนี้ว่า อันที่จริงแล้วฮัมมามไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับวัตถุประสงค์ทางศาสนาในยุคต้นของอิสลามแต่อย่างใดเลย และความเชื่อมโยงระหว่างฮัมมามกับศาสนานั้นเป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังทึกทักกันเอาเองเสียเป็นส่วนใหญ่ บ้างก็เสนอว่า ความนิยมในฮัมมามช่วงเริ่มแรกนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความสะดวกสบายในการให้บริการด้านอื่นๆ (เช่น การโกนหนวด) การได้รับการรับรองจากแพทย์มุสลิมบางท่านว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการบำบัดรักษา และความนิยมชมชอบในสุนทรียะของการอาบน้ำที่ฝังรากลึกอยู่ในภูมิภาคนี้มานานนับศตวรรษแล้ว

บางคนยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในช่วงแรกนั้นมีการต่อต้านฮัมมามอย่างรุนแรงจากบรรดานักปราชญ์อิสลามจำนวนมาก โดยเฉพาะนักปราชญ์ในสำนักคิดมาลิกี ปราชญ์เหล่านี้มองว่าฮัมมามเป็นสิ่งเกินความจำเป็นสำหรับการอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่ และตั้งคำถามว่าพื้นที่อาบน้ำสาธารณะจะมีความสะอาดเพียงพอที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ตามหลักศาสนาได้จริงหรือ อีกทั้งยังกังวลว่าพื้นที่สำหรับการอาบน้ำรวมหมู่อาจกลายเป็นแหล่งมั่วสุมสำหรับพฤติกรรมทางเพศที่ผิดทำนองคลองธรรม อย่างไรก็ดี แรงต้านทานเหล่านี้ได้ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 9 นักปราชญ์ส่วนใหญ่ก็เลิกถกเถียงถึงความถูกต้องเหมาะสมของฮัมมาม แม้ว่าจะยังคงมีความระแวงสงสัยหลงเหลืออยู่ในแวดวงอนุรักษนิยมบางกลุ่มก็ตาม

หลักฐานของฮัมมามในโลกอิสลามยุคแรกสุดที่ถูกค้นพบว่าตั้งอยู่ในซีเรียและจอร์แดน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (ค.ศ. 661–750) โดยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังและปราสาทกลางทะเลทราย เช่นที่กุศ็อยร์ หรือก็อศร์ อัมเราะฮ์, ฮัมมาม อัซซัรห์, ก็อศรุลฮัยร์ อัชชัรกีย์และคิรบัต อัลมัฟญัร

ไม่นานนักหลังจากยุคสมัยดังกล่าว หลักฐานทางโบราณคดีได้เผยให้เห็นการมีอยู่ของโรงอาบน้ำอิสลามที่กระจายตัวไปทั่วโลกมุสลิม โดยพบฮัมมามไกลไปถึงทางตะวันตกอย่างเมืองโวลูบิลิส (Volubilis) ในโมร็อกโก ช่วงสมัยราชวงศ์อิดรีสิยะฮ์ (ปลายศตวรรษที่ 8 ถึงต้นศตวรรษที่ 9) นอกจากนี้ เอกสารทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดียังบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของฮัมมามในเมืองกอร์โดบาและเมืองอื่นๆของอันดาลุส ในช่วงศตวรรษที่ 8

ชาวมุสลิมได้รักษาองค์ประกอบหลักหลายประการของโรงอาบน้ำยุคคลาสสิกเอาไว้ แต่ตัดทอนฟังก์ชันที่ไม่สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติของตนออกไป ตัวอย่างเช่น ลำดับการเข้าใช้บริการจากห้องเย็นไปสู่ห้องร้อนยังคงถูกรักษาไว้ แต่ธรรมเนียมการกระโดดลงแช่น้ำเย็นจัดหลังจากออกจากห้องร้อนนั้นไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป เช่นเดียวกับการออกกำลังกายซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการอาบน้ำในโรงยิมเนเซียมยุคคลาสสิกก็ถูกตัดออกไป ในทำนองเดียวกัน ผู้ใช้บริการโรงอาบน้ำมุสลิมมักชำระร่างกายด้วยน้ำไหลผ่านตัว แทนที่จะลงไปแช่ในอ่างน้ำขัง

แม้ว่าในช่วงต้นประวัติศาสตร์อิสลาม สตรีจะไม่นิยมไปใช้บริการฮัมมาม แต่ราวศตวรรษที่ 10 สถานที่หลายแห่งเริ่มจัดสรรเวลาเฉพาะ (หรือแยกส่วนอำนวยความสะดวก) สำหรับชายและหญิง จากนั้นมา ฮัมมามจึงกลายเป็นบทบาทสำคัญในชีวิตสังคมของผู้หญิงในฐานะหนึ่งในพื้นที่สาธารณะเพียงไม่กี่แห่งที่พวกเธอสามารถรวมตัวและสังสรรค์กันได้โดยแยกเป็นสัดส่วนจากผู้ชาย ดังที่สารานุกรมนิติศาสตร์อิสลามแห่งคูเวตได้บันทึกเอาไว้ว่า:

وَلاَ فَرْقَ بَيْنَ اتِّخَاذِ الْحَمَّامِ لِلرِّجَال وَالنِّسَاءِ، إِذِ الْحَاجَةُ فِي حَقِّ النِّسَاءِ أَظْهَرُ، لأَِنَّهُنَّ يَحْتَجْنَ إِلَى الاِغْتِسَال عَنِ الْجَنَابَةِ وَالْحَيْضِ وَالنِّفَاسِ، وَلاَ يَتَمَكَّنَّ مِنْ ذَلِكَ فِي الأَْنْهَارِ وَالْحِيَاضِ تَمَكُّنَ الرِّجَال.

“และไม่มีความแตกต่างใดๆระหว่างการมีโรงอาบน้ำสำหรับผู้ชายและผู้หญิง ทว่าความจำเป็นในสิทธิของผู้หญิงนั้นมีความชัดแจ้งยิ่งกว่า เนื่องด้วยพวกนางจำเป็นต้องทำการอาบน้ำชำระร่างกายจากการมีเพศสัมพันธ์ (ญะนาบะฮ์), เลือดประจำเดือน (หัยฎ์), และเลือดหลังคลอดบุตร (นิฟาส) ซึ่งพวกนางไม่สามารถกระทำสิ่งดังกล่าวในแม่น้ำลำคลองหรือบ่อน้ำได้อย่างสะดวกดายเหมือนดั่งผู้ชาย (ด้วยเหตุผลเรื่องการปกปิดอวัยวะพึงสงวน)”

ฮัมมามบางแห่งเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล หรือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังและคฤหาสน์ แต่ในหลายกรณี ฮัมมามเป็นสมบัติสาธารณะหรือการกุศลที่เป็นส่วนหนึ่งของคอมเพล็กซ์ทางศาสนาและชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งบริหารจัดการภายใต้ข้อตกลงวะกัฟหรือการอุทิศทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อสาธารณกุศล และบ่อยครั้งที่ฮัมมามทำหน้าที่เป็นแหล่งรายได้เพื่อนำไปทำนุบำรุงสถาบันอื่นๆ เช่น มัสยิดอีกด้วย

[ ฮัมมามในยุคหลัง ]

ในศตวรรษที่ 11 จักรวรรดิเซลจุกได้เข้ายึดครองดินแดนส่วนใหญ่ของอนาโตเลียจากจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่การพิชิตส่วนที่เหลือของจักรวรรดิเก่าอย่างเบ็ดเสร็จในศตวรรษที่ 15 ตลอดหลายศตวรรษแห่งสงคราม สันติภาพ การเป็นพันธมิตร การค้า และการแข่งขัน วัฒนธรรมที่ผสมผสานกันเหล่านี้ (โรมันตะวันออก, เปอร์เซียอิสลาม และเติร์ก) ต่างมีอิทธิพลต่อกันและกันอย่างมหาศาล

ต่อมา ชาวออตโตมันได้กลายเป็นผู้อุปถัมภ์ฮัมมามตัวยง เนื่องจากฮัมมามเป็นทั้งศูนย์กลางทางสังคมและสถานที่อาบน้ำ จึงมีการสร้างฮัมมามขึ้นในแทบทุกเมืองทั่วดินแดนในครอบครองทั้งในยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ด้วยเหตุนี้ ออตโตมันจึงเป็นผู้นำพาฮัมมามเข้าสู่พื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง ซึ่งหลายแห่งยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบันในสภาพที่ได้รับการบูรณะบ้างหรือทรุดโทรมบ้าง โรงอาบน้ำเหล่านี้พบได้ไกลถึงบอสเนีย กรีซ และฮังการี

ฮัมมามยุคต้นของสมัยออตโตมันจำนวนมากยังคงหลงเหลืออยู่ในเมืองบูร์ซาและเอดีร์เน รวมถึงในยุโรปตะวันออกและอนาโตเลีย แต่ฮัมมามได้ทวีจำนวนขึ้นและมีความทะเยอทะยานทางสถาปัตยกรรมยิ่งขึ้นในกรุงคอนสแตนติโนเปิล เนื่องด้วยอานิสงส์จากการอุปถัมภ์ของราชสำนัก ประชากรจำนวนมาก และการเข้าถึงแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ชาวกรีกที่อาศัยอยู่ในเมืองยังคงรักษาวัฒนธรรมการอาบน้ำแบบโรมันตะวันออกไว้อย่างเข้มข้น โดยมี “โรงอาบน้ำแห่งซูซิปปัส” (Baths of Zeuxippus) เป็นหนึ่งในตัวอย่างยุคแรก

สถาปนิกออตโตมันได้ต่อยอดประสบการณ์จากสถาปนิกไบแซนไทน์เพื่อสร้างสรรค์การออกแบบที่สมดุลเป็นพิเศษ มีความสมมาตรและความเป็นระเบียบในการจัดวางพื้นที่มากกว่าที่พบในฮัมมามแห่งอื่นๆของโลกมุสลิม ฮัมมามขนาดอนุสรณ์สถานที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ได้แก่ฮัมมามทาห์ตาคาเล (ซึ่งน่าจะสร้างทันทีหลังปี 1454), ฮัมมามมะห์มูด ปาชา (สร้างปี 1466) และฮัมมามบาเยซิดที่ 2 (สร้างระหว่างปี 1500-1507)

ฮัมมามขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดย “มิอ์มาร สินาน” สถาปนิกเอกแห่งศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. 1489–1588) อาทิ ฮัมมามเชมเบอร์ลิตาช, ฮัมมามสุลัยมานิยะฮ์ (ในบริเวณมัสยิดสุลัยมานิยะฮ์) และฮัมมามฮาเซกิ ฮูร์เร็ม สุลต่าน อยาโซเฟีย ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของฮัมมามที่สร้างขึ้นในยุคหลังของสถาปัตยกรรมออตโตมันคลาสสิก

เมื่อสุลต่านมุสตาฟาที่ 3 มีพระราชกฤษฎีกาสั่งระงับการก่อสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะแห่งใหม่ในเมืองเมื่อปี ค.ศ. 1768 ส่งผลให้จำนวนฮัมมามส่วนตัวของเหล่าเศรษฐีและชนชั้นสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในย่านชานเมืองแถบช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งนิยมสร้างบ้านพักตากอากาศอันหรูหรา

ในอิหร่านตัวอย่างฮัมมามจำนวนมากยังคงหลงเหลือมาจากสมัยราชวงศ์ซาฟาวิยะฮ์ (ศตวรรษที่ 16–18) เป็นต้นมา โดยเฉพาะในเมืองประวัติศาสตร์อย่างอิสฟาฮาน ซึ่งมีฮัมมามหลงเหลืออยู่หลายแห่ง การแผ่ขยายอำนาจของมุสลิมเข้าสู่อนุทวีปอินเดีย ก็นำพาฮัมมามเข้าสู่ภูมิภาคนี้เหมือนกัน โดยมีตัวอย่างจำนวนมากที่ยังคงปรากฏให้เห็นในสถาปัตยกรรมยุคโมกุล (ศตวรรษที่ 16–19)

[ ฮัมมามในประวัติศาสตร์อิสลาม ]

เหล่านักเขียนอย่างสารคดีท่องเที่ยวและผู้ประพันธ์หนังสือประเภท “อัลมะซาลิก วัลมะมาลิก” ไม่ได้ละเลยที่จะเอ่ยถึงฮัมมามที่พวกเขาได้พบเห็นในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว บ้างก็พรรณนาถึงฮัมมามที่โดดเด่นในหัวเมืองต่างๆ เพราะสถานที่เหล่านี้ได้เติมเต็มความวิจิตรบรรจงให้แก่ศิลปะสถาปัตยกรรมและเสริมแต่งสีสันแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีให้แก่อารยธรรมทางสังคม

กวีและนักเขียนบางท่านถึงกับใช้ฮัมมามเป็นหัวข้อที่แปลกใหม่ในการปลดปล่อยจินตนาการ แข่งขันกันพรรณนาถึงลวดลายประดับ ภาพวาด กระจกสี เครื่องเรือน และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ฯลฯ รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ขอบสระน้ำอุ่นและท่ามกลางไอน้ำที่คุกรุ่น

อัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของท่านเองว่า: “แบกแดดประกอบด้วยเมืองย่อย 40 เมือง และจำนวนฮัมมามในสมัยของอัลมะอ์มูน มีมากถึง 65,000 แห่ง”

ส่วนผู้แต่งหนังสือซิยัร อัลมุลุก (จริยวัตรแห่งราชา) ต้องการชี้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของแบกแดด จึงกล่าวว่า: “ในเวลานั้น แบกแดดมีฮัมมามถึง 60,000 แห่ง และอย่างน้อยที่สุดในแต่ละฮัมมามจะมีพนักงาน 5 คน ได้แก่ เจ้าของฮัมมาม (ฮัมมามีย์), ผู้ดูแล (ก็อยยิม), พนักงานทำความสะอาด (ซับบาล), คนจุดไฟ (วักกอด) และคนตักน้ำ (ซักกออ์) รวมแล้วเท่ากับ 300,000 คน และกล่าวกันว่า ตรงข้ามฮัมมามแต่ละแห่งจะมีมัสยิด 5 แห่ง รวมเป็น 300,000 มัสยิด และหากประเมินว่าแต่ละมัสยิดมีคนอย่างน้อย 5 คน ก็จะรวมเป็นประชากร 1,500,000 คน”

วิธีการนับสถิติเช่นนี้ดูจะมีความสับสนอยู่บ้าง เพราะเป็นการประเมินจำนวนประชากรจากเพศชายเป็นหลัก เว้นเสียแต่ว่าจะมีมัสยิดและฮัมมามที่ดูแลและเข้าใช้เฉพาะสตรีเท่านั้น

อิบนุ ญุบัยร์เองก็ได้ไปเยือนแบกแดดในปี ฮ.ศ. 581 (ค.ศ. 1185) และบันทึกว่า “ฝั่งตะวันออกของเมืองมีสิ่งก่อสร้างใหม่เกิดขึ้น และแม้จะมีความทรุดโทรมปกคลุมอยู่บ้าง แต่ก็ประกอบด้วย 17 ย่าน แต่ละย่านเปรียบเสมือนเมืองอิสระ และในแต่ละย่านจะมีฮัมมาม 2, 3 หรือ 8 แห่ง” เขากล่าวต่อว่า: “ส่วนย่านตะวันออก ปัจจุบันคือที่ตั้งของวังเคาะลีฟะฮ์ เต็มไปด้วยตลาดที่คึกคักและการจัดระเบียบที่ยิ่งใหญ่ ส่วนฮัมมามนั้นมีมากจนนับไม่ถ้วน ผู้เฒ่าผู้แก่ในเมืองคนหนึ่งบอกเราว่า ระหว่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกมีฮัมมามราว 1,000 แห่ง ส่วนใหญ่ฉาบด้วยยางมะตอยจนดูเหมือนทำจากหินอ่อนสีดำขัดมัน”

ยูซุฟ อับดุลฮาดี หรืออิบนุ มิบร็อด (บุรุษแห่งศตวรรษที่ 9 และ 10) ได้แต่งหนังสือชื่อ อิดดะฮ์ อัลมุลิมมาต ฟีตะอ์ดาด อัลฮัมมามาต” (เครื่องมือยามยาก ในการนับจำนวนฮัมมาม) ซึ่งอุทิศให้แก่ฮัมมามจำนวนมากในดามัสกัสโดยเฉพาะ

ในหนังสือประวัติศาสตร์บางแห่งระบุว่า จำนวนฮัมมามในไคโรช่วงศตวรรษที่ 7 แห่งฮิจเราะห์ศักราช มีเพียง 80 แห่ง ในขณะที่เมืองฟุสฏอฏ (เมืองหลวงเก่าของอียิปต์) มีมากกว่า 1,000 แห่ง

สำหรับฮัมมามในมัฆริบ (โมร็อกโกและแอฟริกาเหนือตะวันตก) หนังสือศุบห์ อัลอะอ์ชาได้อ้างคำพูดของอะบู ซะอีด (หนึ่งในผู้แต่งหนังสืออัลมุฆริบ ฟี หุลา อัลมัฆริบ ซึ่งส่วนที่เกี่ยวกับดินแดนนี้ได้สูญหายไป) ว่า: “ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นฮัมมามที่ใดมีน้ำพุผุดขึ้นมาจากภายในเหมือนที่เมืองเฟสเลย” และเขากล่าวอีกว่า: “ที่นั่นมีน้ำอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าดามัสกัสเสียอีก”

ฮัมมามเป็นที่รู้จักในโมร็อกโกผ่านทางชาวโรมัน แต่ราชวงศ์อิดรีสิด, อัลมุรอบิฏีน และอัลมุวะห์ฮิดีน ได้รับประโยชน์อย่างมากจากฮัมมามแบบอิสลามที่พวกเขาเห็นในอันดาลุส จึงได้นำมาสร้างเลียนแบบในโมร็อกโก

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฮัมมามของโมร็อกโกโดยเฉพาะที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์มารินิด มีเอกลักษณ์ทางวิศวกรรมที่แทบจะโดดเด่นเฉพาะตัวในบรรดาฮัมมามของแอฟริกาเหนือ ซึ่งความโดดเด่นนี้อยู่ที่การออกแบบผัง ไม่ใช่ที่การตกแต่งประดับประดาด้วยเสาหินอ่อนหรือโมเสกเหมือนฮัมมามที่มีชื่อเสียงแห่งอื่นๆ

[ การอาบน้ำสาธารณะในบริบทของอิสลาม ]

การละหมาดถือเป็นหนึ่งในหลักการปฏิบัติ 5 ประการของมุสลิมทุกคน และเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำการชำระล้างร่างกายก่อนการละหมาด

แม้ว่ามัสยิดจะจัดเตรียมสถานที่สำหรับชำระล้างไว้เสมอ แต่ฮัมมามมักจะตั้งอยู่ใกล้เคียงเพื่อรองรับการชำระล้างที่สะอาดหมดจดยิ่งกว่า และในความเป็นจริง ฮัมมามจำนวนมากถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาคารมัสยิด

ฮัมมาม โดยเฉพาะในโมร็อกโก ได้วิวัฒนาการจากต้นกำเนิดแบบโรมันเพื่อตอบสนองความต้องการในการชำระล้างตามศาสนบัญญัติของอิสลาม ตัวอย่างเช่น ในฮัมมามแบบโรมันส่วนใหญ่จะมีสระน้ำเย็นสำหรับการลงไปแช่ตัว ซึ่งเป็นรูปแบบการอาบน้ำที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในอิสลาม เนื่องจากอิสลามถือว่าการอาบน้ำโดยให้น้ำไหลผ่านร่างกายโดยไม่ต้องลงไปแช่ทั้งตัวนั้นมีความเหมาะสมกว่า

อัลเฆาะซาลีย์ได้ประพันธ์อิห์ยาอ์ ซึ่งเป็นผลงานหลายเล่มจบที่อภิปรายถึงรูปแบบการปฏิบัติตนที่เหมาะสมในหลายมิติของชีวิตและความตายของมุสลิม หนึ่งในหนังสือชุดนี้มีชื่อว่า “ความลี้ลับแห่งความสะอาด” ซึ่งท่านได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการที่ถูกต้องในการอาบน้ำละหมาด และการอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่ภายหลังจากเหตุที่ทำให้จำเป็นต้องอาบน้ำ เช่น การหลั่งน้ำอสุจิ

สำหรับอัลเฆาะซาลีย์แล้ว ฮัมมามถือเป็นสถาบันที่เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชายเป็นหลัก และท่านได้เตือนว่าสตรีควรเข้าฮัมมามเฉพาะหลังจากคลอดบุตรหรือเจ็บป่วยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้แต่อัลเฆาะซาลีย์เองก็ยังเห็นว่าเป็นเรื่องยอมรับได้ที่ผู้ชายจะสั่งห้ามภรรยาหรือพี่น้องสตรีของตนไม่ให้ไปใช้บริการฮัมมาม

ประเด็นขัดแย้งหลักเกี่ยวกับฮัมมามในทัศนะของอัลเฆาะซาลีย์ คือเรื่อง “การเปลือยกาย” ท่านได้เตือนว่าจะต้องหลีกเลี่ยงการเปลือยกายอย่างโจ่งแจ้งดังเช่นการเตือนของนักวิชาการจากสำนักอื่นๆเช่นกันว่า:

إِذَا كَانَ الدَّاخِل رَجُلاً فَيُبَاحُ لَهُ دُخُولُهُ إِذَا أَمِنَ وُقُوعَ مُحَرَّمٍ: بِأَنْ يَسْلَمَ مِنَ النَّظَرِ إِلَى عَوْرَاتِ النَّاسِ وَمَسِّهَا، وَيَسْلَمَ مِنْ نَظَرِهِمْ إِلَى عَوْرَتِهِ وَمَسِّهَا، وَإِنْ خَشِيَ أَنْ لاَ يَسْلَمَ مِنْ ذَلِكَ كُرِهَ لَهُ ذَلِكَ، لأَِنَّهُ لاَ يَأْمَنُ وُقُوعَهُ فِي الْمَحْظُورِ، فَإِنَّ كَشْفَ الْعَوْرَةِ وَمُشَاهَدَتَهَا حَرَامٌ

“หากผู้ที่เข้าไปใช้บริการเป็นผู้ชาย ย่อมเป็นที่ อนุญาตสำหรับเขาในการเข้าไปก็ต่อเมื่อเขามั่นใจว่าปลอดภัยจากการเกิดสิ่งต้องห้ามขึ้น

กล่าวคือ: เขาต้องรอดพ้นจากการมองไปยังอวัยวะพึงสงวนของผู้อื่นและการสัมผัสมัน และรอดพ้นจากการที่ผู้อื่นจะมองมายังอวัยวะพึงสงวนของเขาหรือสัมผัสมัน แต่หากเขาเกรงว่าตนเองจะไม่รอดพ้นจากสิ่งดังกล่าว ก็ถือเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ (มักรูฮ์) สำหรับเขา เพราะเขาไม่มีความปลอดภัยจากการตกไปสู่สิ่งต้องห้าม เนื่องด้วยการเปิดเผยอวัยวะพ